BYE-BYE (ROTI) BOY

posted on 12 Oct 2006 22:25 by bric

เมื่อปลายปี 2548 var ได้เริ่มรู้จักกับโรตีบอย (Rotiboy) ขนมปังแสนอร่อยสัญชาติมาเลเซีย ขายดีระดับปรากฏการณ์ ต่อแถวกันเป็นร้อยคน รอคิวกันเป็นชั่วโมงโรตีบอยขายดีเสียจนกระทั่งมีอาชีพรับจ้างต่อแถวซื้อเสียด้วยซ้ำไป สร้างกระแส Talk of the Town ในเรื่องของการรอคิวที่ยาวนานถึงคิวละประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และจำกัดการซื้อจากคนละ 30 ชิ้นเป็น 20 ชิ้นและ 10 ชิ้นตามลำดับในระดับราคาจำหน่ายที่สูงถึงชิ้นละ 25 บาท (คิดดีดีเคยไปต่อคิวบ้างหรือเปล่า? อย่าโกหกน๊า เค้าจำได้ด้วย)

 

ในขณะที่ "มิสเตอร์บัน" ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับ โรตีบอย เพราะโลเกชั่นที่อยู่ในแหล่งที่ไม่ใช่จุดกลางเมืองทำให้ "มิสเตอร์บัน" ตกเป็นรองไปโดยปริยายแม้ราคาจำหน่ายจะถูกกว่าแค่ชิ้นละ 10 บาท แต่ปริมาณคนที่รอคิวก็มิได้มากเท่ากับ "โรตีบอย" เศร้าจัง...

หลังจากนั้น บรรดา "ครอบครัวโรตี" (Roti's Family) ก็ได้เริ่มตบแถวลงตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ... ไม่รู้จะมีพี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือญาติ ๆ ลงมาอีกรึป่าว
 

แนะนำให้รู้จัก "คุณพ่อโรตี" ก่อน เลย PapaRoti สัญชาติมาเลเซีย โดยเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2546 มีพื้นฐานจากครอบครัวทำร้านเบเกอรี่ ผลิตคุ้กกี้ และขนมปังมานานกว่า 40 ปี

ต่อไปก็ "คุณแม่โรตี" Rotimom นั้นมาจากสิงคโปร์ เปิดสาขาแรกตรงอโศก สังเกตว่า โลโก้ รวมทั้งลักษณะตัวอักษรของร้าน Rotiboy, Rotimom และ Papa Roti นั้นเหมือนกันมาก น่าจะสะท้อนถึงสงครามแฟรนไชส์ และ Copy Cat ข้ามชาติกันมาก่อนแล้วในหลายประเทศ

 

Coffee Dome เป็นแฟรนไชส์สายพันธุ์ไทย ที่ซื้อสูตรมาจากสิงคโปร์

นอกจากนั้นยังมี เบเกอร์บัน (สิงคโปร์) Sweet Bun (ไทย) โรตีบัน ปาป้าบัน ฯลฯ อีก

ส่วนร้านขนมปังทั่วไป ก็ผลิตออกมาจำหน่ายเช่นกัน "แม็กซิกัน บัน" เป็นดาวรุ่งในธุรกิจเบเกอรี่ และมีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย จริงๆแล้วขนมชนิดนี้ก็มีขายอยู่ในตลาดมานานเพียงแต่แบรนด์ที่ขายไม่ได้ทำตลาดกันอย่างจริงจัง จนมีการเข้ามาของแบรนด์เพื่อนบ้าน ที่หยิบเอาความโดดเด่นในเรื่องความหอมและรสชาติอร่อยมาเป็นจุดขายในปัจจุบัน อย่างกาโตว์ ก่อนหน้าที่จะเกิดกระแสโรตีฟีเวอร์ ก็เคยผลิตขายอยู่เช่นกัน แต่ได้หยุดไป แต่เมื่อเป็นที่ต้องการตลาด จึงได้นำกลับมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกครั้ง โดยผลิตออกมา 2 รสชาติ คือ รสนม ราคา 16 บาท และรสชอคโกแลต ราคา 18 บาท

ประเด็น "คุณค่าทางอาหาร" ก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากบรรดานักโภชนาการ ตัวอย่างเช่น

"ทางสาธารณสุขในยุโรปประกาศว่าเป็นขนมปังที่มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะจากการทดสอบในปี 47 พบว่า มีค่าของคลอเรสเตอรอล และไตรกรีเซอร์ไรด์ สูงกว่าขนมปังธรรมดาถึง 200 เท่า อันเนื่องมาจากน้ำตาล เนย และครีมไขมัน ที่ผสมลงไป เพื่อเพิ่มความหอมหวาน และยังพบอีกว่า ผู้ที่ทานเป็นประจำอาทิตย์ละ 4-5 ชิ้น จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมปริมาณไขมันสูงขึ้น 30% และปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น 45% ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันสูง และความดันโลหิตสูง

ขณะที่ในญี่ปุ่น เมื่อมีการประกาศจากทางการในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ส่วนประเทศในเอเชียอาคเนย์ ที่ยังเห่อขนมชนิดนี้ ก็มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ทั้งยังลงท้ายด้วยว่า "ขนมที่ว่าถึงแม้จะอร่อยลิ้น แต่สิ้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ และระวังอร่อยปากจะลำบากกาย"

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ความมากมายของ Copy Cat ประกอบกับยิ่งกินมากยิ่งเป็นผลร้ายต่อสุขภาพนั้นจะทำให้ธุรกิจนี้ลดความร้อนแรง จนหายไปกลายเป็นตำนานให้เราได้เล่าว่า ครั้งหนึ่งมีขนมชื่อว่า "โรตีบอย"

Categories